วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560
18 สุดยอดอาหารบำรุงหัวใจ
https://www.health-th.com/18-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%83%e0%b8%88/
วันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2560
เริ่มต้นตอนเช้ากับน้ำมะนาวร้อน!
การดื่มน้ำร้อนกับมะนาว เป็นเคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพที่เก่าแก่อย่างหนึ่ง ตัวน้ำมะนาวร้อนช่วยล้างสารพิษและต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากนี้ยังช่วยในการย่อยอาหาร อีกทั้งยังช่วยในการทำงานของต่อมหมวกไตและไต มีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่าการดื่มน้ำมะนาวหลังมื้ออาหารที่หนัก(ตัดใจไม่ได้) สามารถช่วยป้องกันร่างกายไม่ให้ดูดซับไขมันมากเกินไปจึงเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับคุณในการช่วยลดปริมานไขมันที่กินเข้าไปการดื่มน้ำมะนาวร้อนเป็นอย่างแรกในตอนเช้าช่วยเริ่มต้นกระบวนการย่อยอาหารและการเผาผลาญอาหาร นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการท้องอืด เนื่องจากตับทำงานได้ดีในระหว่างการนอนหลับ
"การดื่มน้ำให้เพียงพอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้าช่วยให้มั่นใจว่าร่างกายจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในเรื่องของระบบย่อยอาหาร และมีหลักฐานว่าน้ำมะนาวสามารถช่วยกระตุ้นการผลิตกรดในกระเพาะอาหารได้ " มื้อเช้าจึงเป็นสิ่งที่มีความสำคัญตามมา
ข้อดีอีกอย่างของน้ำมะนาวคือมันหาซื้อง่าย ทำง่าย และราคาถูก การดื่มน้ำมะนาวร้อนๆทุกวันยังสามารถช่วยจัดการกับความเครียดได้ ในขณะที่วิตามินซีที่พบในมะนาวช่วยเพิ่มการผลิตคอลลาเจน
อ่านจบแล้วอย่าลืม!!! พรุ่งนี้เช้าชงน้ำมะนาวอุ่นๆดื่ม กินเพื่อสุขภาพทั้งภายในและภายนอก
อยากมีสุขภาพดี รออะไรอยู่ละค่ะ
CR. Garden Collage
วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560
เมนูน่าลอง สลัดใบชาหมัก อร่อยง่ายได้สุขภาพ
สลัดใบชาหมักแบบพม่า (Lahpet Thoke)
ด้วยส่วนผสมหลักอย่าง “ชาหมัก” ซึ่งมันหายาก เราก็ใช้ใบชาเขียวที่เหลือจากชงน้ำชามาโขลกรวมกับกระเทียม แล้วปรุงรสด้วยเกลือ ราดด้วยน้ำมันแล้วหมักเก็บไว้ เวลากินก็นำมาผสมเป็นน้ำสลัดรสแซ่บใส่น้ำปลา มะนาว ตามแบบต้นฉบับ ก่อนคลุกเคล้ากับผักและถั่วทอด รับรองเลยว่าหากได้ชิมเป็นต้องติดใจแถมได้สุขภาพด้วย
ส่วนผสม (สำหรับ 2 ที่) เตรียม 20 นาที ปรุง 15 นาที
- ผักสลัด 2 ถ้วย
- มะเขือเทศราชินี ผ่าครึ่ง ¼ ถ้วย
- หอมแขกซอย ½ หัว
- ถั่วลิสงคั่ว 1 ช้อนโต๊ะ
- ถั่วปากอ้าทอด 1 ช้อนโต๊ะ
- หอมเจียว 1 ช้อนโต๊ะ
- งาขาวคั่ว 1 ช้อนชา
- พริกจินดาซอย 2 เม็ด
- น้ำปลา 1 ช้อนชา
- น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
- น้ำมันงา ½ ช้อนชา
- ชาหมัก 1½ ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมชาหมัก
- ใบชาเขียว 2 ช้อนโต๊ะ
- กระเทียม กลีบเล็กปอกเปลือก 2 กลีบ
- เกลือ ½ ช้อนชา
- น้ำตาลทราย ½ ช้อนชา
- น้ำมันพืช ¼ ถ้วย
- น้ำร้อนสำหรับชงชา
วิธีทำ
1. ทำชาหมักโดยชงใบชาเขียวกับน้ำร้อนจนใบชาคลายตัวนำใบชามาล้างน้ำและบีบน้ำให้หมาด
2. โขลกกระเทียมให้ละเอียดใส่ใบชาลงไปโขลกจนแหลกปรุงรสด้วยเกลือ น้ำตาล คนให้เข้ากัน แล้วใส่น้ำมันลงไป
3. ทำสลัดใบชาโดยผสมชาหมักกับน้ำปลา น้ำมะนาว และน้ำมันงา คนให้เข้ากัน
4. จัดส่วนผสมสลัดที่เหลือทั้งหมดใส่จาน ราดด้วยส่วนผสมข้อ 3 พร้อมเสิร์ฟ
Tips
- ใบชาหมักเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิด แช่ตู้เย็นเก็บได้นาน 3 เดือน
- สามารถใช้ชาดำทำชาหมักได้ แต่ต้องเลือกใช้เฉพาะใบชายอดอ่อน เพราะใบนิ่มไม่แข็งกระด้าง
- มะเขือเทศ อุดมไปด้วยวิตามินซีและสารแคโรทีนอยด์ โดยเฉพาะสารไลโคปีน ซึ่งทั้งหมดมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจ ร่างกายดูดซึมสารไลโคปีนไปใช้ได้ดีเมื่อนำมะเขือเทศไปปรุงผ่านความร้อน
Nutrition Facts
Nutrition Facts
พลังงานต่อหนึ่งหน่วยบริโภค 344.07 กิโลแคลอรี
โปรตีน 5.07 กรัม ไขมัน 28.33 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 17.83 กรัม ไฟเบอร์ 2.16 กรัม
ขอบคุณข้อมูลจาก goodlifeupdate.com
วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2560
สุขภาพดีด้วย "ไลโคปีน" (Lycopene)
สุขภาพดีได้ ให้ “ไลโคปีน” ช่วย
1. ช่วยในการบำรุงผิวพรรณ ซึ่งมีส่วนช่วยทำให้ผิวขาวใสขึ้นได้
เอ้..แล้วไลโคปีนคืออะไร?ไลโคปีน (Lycopene) คือ สารในกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่ละลายได้ดีในไขมันเช่นเดียวกับเบต้าแคโรทีน ซึ่งจะอยู่ในผักผลไม้ที่มีสีแดง ส้มและเหลือง จำพวกมะเขือเทศ แตงโม ฝรั่งสีชมพู พิงค์เกรปฟรุต แครอท มะละกอ ฟักข้าว เป็นต้น และในซอสมะเขือเทศจะมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศสดถึง 2 เท่า เนื่องจากผ่านขั้นตอนการทำให้เข้มข้นขึ้นโดยอาศัยความร้อนและการบด เพราะโดยปกติไลโคปีนในมะเขือเทศสดจะอยู่ในรูปแบบทรานส์ (Trans) หากผ่านกระบวนการความร้อนก็จะอยู่ในรูปซิส (Cis) โดยจะทำให้ร่างกายสามารถดูดซึมไลโคปีนได้ดีขึ้น แต่ต้องผ่านความร้อนที่ไม่สูงมากจนเกินไป เพราะหากถูกความร้อนนานเกินไปไลโคปีนก็จะสลายไป
ไลโคปีนเป็นสารอาหารที่ร่างกายเราไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ ซึ่งเราต้องเลือกรับประทานในผักผลไม้เป็นอาหารเสริมเข้าไปเท่านั้น และเมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายก็จะดูดซึมสารไลโคปีนไปใช้ในส่วนต่างๆ ทันที และจะทำการขับออกจากร่างกายตลอดเวลา ดังนั้น จึงต้องรับประทานให้ได้ไลโคปีนในปริมาณที่เพียงพอแก่ร่างกายประมาณไม่เกิน 75 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหากรับประทานเข้าไปมากเกินอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ หรือตัวเหลือง เป็นโทษแก่ร่างกายได้เลยคะ
2. ชะลอการเสื่อมสภาพของเซลล์ในร่างกายจากการทำลายของสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นตัวทำลายภูมิคุ้มกันและเซลล์ต่างๆ ทำให้เกิดการเสื่อมถอยของร่างกาย และทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร และในไลโคปีนมีสารอนุมูลอิสระมากกว่าเบต้าแคโรทีนถึง 2 เท่า
3. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งเต้านม
4. ลดระดับน้ำตาลในเลือด
5. ป้องกันโรคอัลไซเมอร์
6. ช่วยป้องกันโรคหลอดหลอดแดงแข็งตัว ละลายไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด
7. ช่วยสร้างสมดุลให้แก่ร่างกาย ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดภาวะเครียด สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย 8.มีผลการวิจัยระบุว่าการรับประทานอาหารที่มีไลโคปีนอย่างสม่ำเสมอช่วยลดอัตราหัวใจวายในผู้ชายได้ถึง 50% เลยทีเดียว
ขอบคุณข้อมูลจาก ดอยคำ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
18 สุดยอดอาหารบำรุงหัวใจ
https://www.health-th.com/18-%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9a%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0...
-
สุขภาพดีได้ ให้ “ไลโคปีน” ช่วย คนรักสุขภาพและรักความสวยความงามส่วนใหญ่คงจะคุ้นชื่อ “ไลโคปีน” อยู่บ้าง เพราะสารตัวนี้มีคุณสมบัติมากม...
-
การดื่มน้ำร้อนกับมะนาว เป็นเคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพที่เก่าแก่อย่างหนึ่ง ตัวน้ำมะนาวร้อนช่วยล้างสารพิษและต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ นอกจากน...



